สนช.ลังเลรีเซตพรรค ส่อถอยกรูดหวั่นปัญหาบาน‘พีระศักดิ์’โยนเผือกรัฐบาลเสนอแก้เอง

100


“ไพบูลย์” ปัดทฤษฎีสมคบคิดเลื่อนเลือกตั้ง บอกยืนคนละขั้วกับ “สมศักดิ์ เทพสุทิน” อย่าเอาไปโยง ขณะที่ “สนช.” ส่อถอยแก้ พ.ร.ป.พรรคการเมือง หวั่นเกิดปัญหาบานปลาย “พีระศักดิ์ พอจิต” ชี้กฎหมายเกี่ยวกับการเงิน รัฐบาลต้องเป็นผู้เสนอแก้เอง “เพื่อไทย-ประชาธิปัตย์” กลายเป็นคอหอยลูกกระเดือก ประสานเสียงด่ายับก๊วนหน้าเดิมฝักใฝ่เผด็จการวางแผนเข็น “ประยุทธ์” สืบทอดอำนาจ

นายไพบูลย์ นิติตะวัน ประธานเครือข่ายประชาชนปฏิรูป ผู้เตรียมก่อตั้งพรรคประชาชนปฏิรูป ให้สัมภาษณ์เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ถึงข้อเสนอแก้ไขพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองว่า ในส่วนของเราเสนอให้ดูกฎหมายพรรคการเมืองว่ามีความเหลื่อมล้ำไม่เป็นธรรมหรือไม่ ตัวกฎหมายพรรคการเมืองมีผลบังคับใช้ไปแล้ว ตามโรดแมปรัฐธรรมนูญกำหนดให้กฎหมายลูกที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง 4 ฉบับ เมื่อมีผลบังคับใช้แล้วให้มีการเลือกตั้ง ส.ส.ใน 150 วัน กฎหมายพรรคการเมืองเป็น 1 ใน 4 ฉบับบังคับใช้แล้ว กฎหมายกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) บังคับใช้แล้ว เหลือกฎหมายการเลือกตั้ง ส.ส.และ ส.ว.ที่ยังไม่ใช้ ซึ่งการแก้ไขไม่มีผลกระทบต่อโรดแมป ไม่ทำให้เลื่อนการเลือกตั้ง เป็นคนละเรื่องกัน

นายไพบูลย์กล่าวว่า การแก้ไขกฎหมายพรรคการเมืองเราต้องการแก้ให้ดีขึ้น ไม่แย่ลง เรื่องนี้ล้วนแต่เป็นพรรคการเมืองเดิมที่ได้ประโยชน์จากระบบ 2 มาตรฐาน ที่มีจำนวนสมาชิกปกปิดเบี่ยงเบนไป เราจึงเสนอให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และสังคมพิจารณาว่ามีความเหลื่อมล้ำระหว่างพรรคการเมืองเดิมกับพรรคการเมืองใหม่จริงหรือไม่ จากการที่กำหนดให้สมาชิกพรรคการเมืองเดิมไม่เสียค่าสมาชิกอีก 4 ปี ขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ จะแก้ไขหรือไม่ก็ไม่ว่าอะไร เป็นการเสนอให้รู้ ส่วนการจัดตั้งพรรคของเราก็ทำต่อไป เราแค่เห็นว่าไม่เป็นธรรมจึงเอามาพูด

นายไพบูลย์กล่าวต่อว่า บางพรรคการเมืองมีสมาชิกกว่าล้านคน ตนก็ห่วงประชาชน ไม่รู้เรื่องถูกเอาชื่อไปเป็นสมาชิก ต่างกับพรรคการเมืองที่มีสมาชิกแสนกว่าคนยังมีการเคลื่อนไหวมากกว่า หากคนเป็นสมาชิกพรรคการเมืองหนึ่งแล้วไปทำกิจกรรมร่วมกับพรรคอื่นก็อาจจะทำผิดเป็นปัญหาอีก จึงเห็นว่ากฎหมายออกมาแล้วทำไมไม่บังคับใช้ให้เท่าเทียมกันและไม่เหลื่อมล้ำ พรรคการเมืองใหญ่มีล้านกว่าคนก็ลงทะเบียนได้ด้วยเทคโนโลยีจะยุ่งยากอะไร ยังไงพรรคใหม่ก็เสียเปรียบอยู่ดี ไม่ควรออกกฎหมายประเจิดประเจ้อเอื้อกับพรรคการเมืองเดิมขนาดนี้

ผู้สื่อข่าวถามว่า เหตุใดจึงออกมาเสนอแก้ไขในช่วงเวลานี้ ไม่เสนอในช่วงที่กำลังมีการพิจารณาร่างกฎหมายก่อนหน้านี้ นายไพบูลย์ชี้แจงว่า เมื่อก่อนมีการเชิญ แต่พรรคการเมืองเดิมไปถามความคิดเห็น ไม่ได้มีการเชิญตนไป ซึ่งส่วนตัวสนับสนุนหลักคิดพรรคการเมืองเป็นของประชาชน การจ่ายค่าสมาชิกพรรคการเมืองต้องใช้บังคับทั้งหมด เรื่องที่เสนอเราพบตอนไปยื่นขอตั้งพรรคเมื่อวันที่ 1 ธันวาคมที่ผ่านมา ดูกฎหมายพรรคการเมืองแล้วเพิ่งเห็นปัญหานี้จึงเสนอออกมา คือเพิ่งรู้ตอนตั้งพรรค ขณะนี้ในส่วนของเราก็เดินหน้าไป และยินดีจ่ายค่าสมาชิกพรรคอยู่แล้ว

ปัดคบคิดเลื่อนเลือกตั้ง

เมื่อถามถึงกรณีที่นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ มองว่าการเสนอแก้ไขกฎหมายพรรคการเมืองและแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นทฤษฎีสมคบคิดเพื่อเลื่อนการเลือกตั้งหรือไม่ให้มีการเลือกตั้งเลย นายไพบูลย์กล่าวว่า เรื่องที่อดีตนักการเมืองเก่า (สมศักดิ์ เทพสุทิน) ออกมาพูดเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ตนก็ทักท้วงไปแล้วว่าเป็นการสร้างความขัดแย้ง ที่เราเสนอเป็นการแก้ไขความไม่เป็นธรรม เรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญเราไม่เห็นด้วยอยู่แล้ว จะเรียกว่าเป็นการสมคบคิดได้อย่างไร ไม่เคยรู้จักกันเป็นการส่วนตัว ไม่เคยชอบนักการเมืองแบบเก่า ถือเป็นคนละขั้ว ไม่เคยเห็นด้วยเลย

“อย่าเอาเราไปโยง เมื่อเราเรียกร้องให้นักการเมืองเก่าปฏิรูปก็ไม่มีการปฏิรูป ผมจึงตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาเป็นตัวอย่างพรรคการเมืองปฏิรูปของประชาชน ข้อเสนอของเราไม่เกี่ยวกับโรดแมป แต่ถ้าแก้ไขรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับโรดแมป กระทบโครงสร้างการเลือกตั้งทั้งหมดแน่นอน ผมไม่เห็นด้วยอยู่แล้ว” นายไพบูลย์ระบุ

ขณะที่ พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณีฝ่ายการเมืองมองว่าช่วงนี้มีการเคลื่อนไหวเพื่อให้แก้ไขรัฐธรรมนูญในประเด็นต่างๆ อาจเป็นการสมคบคิดเลื่อนการเลือกตั้งเพื่อให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.อยู่ยาวว่า “รัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านการลงความเห็นจากประชาชนมาแล้ว และตอนที่ร่างก็เชิญทุกฝ่ายมาร่วมแล้ว ส่วนใครจะพูดอะไร หรือเคลื่อนไหวอะไรตนไม่ทราบ

นายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คนที่ 2 ให้สัมภาษณ์ถึงข้อเสนอให้แก้ไขพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองว่า กฎหมายดังกล่าว สนช.ได้ออกให้เรียบร้อย และประกาศบังคับแล้ว ดังนั้นการจะแก้ไขหรือไม่ขึ้นอยู่กับผู้บังคับใช้กฎหมาย คือคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ส่วนข้อเสนอที่หลายฝ่ายเสนอให้แก้ไขนั้น เป็นเรื่องของรัฐบาลที่จะต้องเสนอมายัง สนช. ส่วนกรณี สนช.จำนวน 25 คน ร่วมลงชื่อเพื่อเสนอขอแก้ไขกฎหมายนั้น จะต้องเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับการเงิน ดังนั้นการที่ สนช.จะแก้ไขเองจึงเป็นไปได้ยาก เพราะกฎหมายพรรคการเมืองเกี่ยวข้องกับการเงิน ซึ่งต้องให้ฝ่ายบริหารคือรัฐบาลเป็นผู้เสนอ

นายพีระศักดิ์กล่าวว่า สนช.ได้เขียนกฎหมายเปิดช่องไว้แล้ว โดยพรรคการเมืองสามารถขอขยายเวลากับกกต.ได้ หรือไม่ทางรัฐบาล คสช.ก็สามารถออกเป็นคำสั่ง คสช.แก้ไขได้ เรื่องดังกล่าวไม่เกี่ยวกับ สนช.เลย สำหรับข้อเสนอที่ให้ ส.ส.ไม่สังกัดพรรคนั้น จะต้องแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ง่าย แต่คนที่จะเสนอแก้ก็ควรจะเป็นรัฐบาล ไม่ใช่ สนช. เรื่องที่เกิดขึ้นมีทางออกอยู่แล้ว เพราะยังมีมาตรา 44 ในการแก้ไขหรือยกเลิกคำสั่ง คสช.เดิม

“การแก้ไขกฎหมายมาตรา 77 วรรคสอง ระบุชัดว่า ต้องรับฟังความคิดเห็นทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น การแก้ไขกฎหมายต่างๆ จึงไม่ใช่การสมคบคิดหรือไม่ให้คนอื่นรับรู้ เพราะจะขัดรัฐธรรมนูญ หากรัฐบาลจะเสนอแก้ไขกฎหมายพรรคการเมือง แน่นอนว่าต้องรับฟังความคิดเห็นจากพรรคการเมือง ไม่มีการมุบมิบ”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 13 ธันวาคมที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการวิสามัญประจำกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (วิป สนช.) แถลงผลการประชุมว่า วิป สนช.ได้พิจารณาข้อเสนอแนะจากพรรคและกลุ่มการเมือง โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ซึ่งรวมข้อเสนอของนายไพบูลย์ นิติตะวัน และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาธิการ กปปส. ให้แก้ไขกฎหมายพรรคการเมือง โดยวิป สนช.ได้มอบให้ กมธ.วิสามัญพิจารณาศึกษาเสนอแนะและรวบรวมความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณา

สนช.ถอยหวั่นลามปาม

อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่า สนช.หลายคนเห็นตรงกันว่าขณะนี้ยังไม่เห็นปัญหาอะไรเกิดขึ้น จนถึงขั้นจะต้องแก้ไขพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ซึ่งเพิ่งบังคับใช้ 2 เดือนกว่าอาจถูกวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมถึงความไม่สมเหตุสมผลได้ อีกทั้งในตัวของ พ.ร.ป.พรรคการเมือง ก็เปิดช่องไว้หากอัพเดตข้อมูลสมาชิกไม่ทันตาม 90 วัน พรรคการเมืองก็สามารถขยายเวลากับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้

ด้านความเคลื่อนไหวของฝ่ายการเมือง โดยนายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การเสนอแก้ไขประราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองเพื่อรีเซตสมาชิกพรรคการเมืองนั้น เป็นการเสนอกันจากตัวละครเดิมๆ ที่ล้วนเป็นผู้เอาการเอางาน มีบทบาทหลักในฐานะผู้สร้างเงื่อนไขให้เกิดการเข้ามายึดอำนาจจากฝ่ายทหาร เพื่อล้มล้างรัฐบาลประชาธิปไตยจากการเลือกตั้ง ทั้งหมดล้วนเป็นคนหน้าเดิมที่กำลังออกมาสร้างกระแสให้ความต้องการของพวกตนบรรลุไปอีกขั้น เพื่อกระชับอำนาจและเพื่อสืบต่ออำนาจต่อไป

นายภูมิธรรมกล่าวว่า กลุ่มคนเหล่านี้กำลังประเมินค่าความรู้ของพี่น้องประชาชนต่ำไป เขาอาจคิดว่าประชาชนจะไม่เข้าใจหรือไม่รู้เท่าทันพวกเขา แต่ข้อเท็จจริงในสถานการณ์ที่โลกเปลี่ยนแปลงไปทุกวันนี้ ประชาชนไม่ได้โง่ หากถึงวันเวลาที่ระบบการเลือกตั้งเปิด ประชาชนจะแสดงความต้องการแท้จริงออกมา และจะเป็นผู้ให้บทเรียนแก่พวกที่มีจิตใจฝักใฝ่เผด็จการเหล่านี้เอง

“โดยส่วนตัวผมไม่เห็นว่าการรีเซตสมาชิกพรรคการเมืองจะเกิดประโยชน์ใดๆ เพราะประชาชนที่เขาชื่นชมและศรัทธาในพรรคการเมืองใด เขาก็ยังคงยึดมั่นเช่นนั้น ความเสื่อมทรามและเบื่อหน่ายในพรรคการเมืองที่ตนนิยม หากจะเกิดขึ้นมันจะเกิดจากพฤติกรรมและอุดมการณ์ของพรรคนั้นๆ เองที่เปลี่ยนแปลงไป และไม่ยึดมั่นในศรัทธาที่ประชาชนมอบให้ความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงความนิยมและศรัทธาประชาชนด้วยวิธีการเช่นนี้ จึงไม่สามารถจะประสบผลสำเร็จได้ ตรงกันข้ามกลับยิ่งเปิดเผยตัวตนของกลุ่มและพวกพ้องตัวเองอย่างเด่นชัดว่า ทั้งหมดที่ทำมาตั้งแต่ต้นจนถึงปัจจุบัน คือความพยายามเพื่อกลุ่มและพวกพ้องของตนเท่านั้น หาใช่ปรารถนาดีต่อประเทศ ไม่เป็นผลดีต่อระบอบประชาธิปไตย และไม่ได้มุ่งให้เกิดประโยชน์ใดๆ ต่อพี่น้องประชาชน” นายภูมิธรรมระบุ

รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทยกล่าวว่า สิ่งที่คาดว่าจะตามมาต่อไปคือ การพยายามให้เกิดการแก้ไขกฎหมายพรรคการเมืองเพื่อเอื้อประโยชน์พวกพ้องตนจะเกิดขึ้น การยืดเวลาของโรดแมป และการขยายเวลาของการกลับคืนสู่ระบอบประชาธิปไตย รวมถึงยังคงไว้ซึ่งกลไกมาตรการพิเศษของตนต่อไป จนกว่าฝ่ายผู้มีอำนาจและพวกพ้องทั้งหลายจะมั่นใจว่าจะสามารถสืบทอดอำนาจกลับมาได้อีก แต่สำหรับพี่น้องประชาชนยังไม่เห็นประโยชน์ที่จะได้รับใดๆ นอกจากความหวังหรือคำมั่นสัญญาที่เลื่อนลอย และการรอคอยให้ชีวิตของตนเปลี่ยนแปลง โดยการมีส่วนกำหนดอนาคตที่ตนปรารถนาด้วยตนเองดูจะยิ่งเลื่อนลอยและไร้ความหวังต่อไป

“ความรักและความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อพรรคการเมืองในวันเวลานี้ ไม่ใช่รักเพราะโฆษณาชวนเชื่อ แต่เป็นความรักด้วยปัญญา รักและเป็นเจ้าของ เพราะพวกเขาสามารถตรวจสอบพรรคการเมืองของเขาได้ เป็นความรักที่ก้าวเลยไปจากการซื้อเสียงขายเสียงอย่างที่เคยเข้าใจ ประชาชนใช้ทั้งเหตุผลและหัวใจในการเลือกพรรคการเมืองของเขา กลเกมรีเซตสมาชิกพรรคการเมืองน่าจะเป็นเพียงละครอีกฉากเท่านั้น” รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทยกล่าว

อำนวยแนะแช่แข็งหน้าเก่า

ขณะที่นายอำนวย คลังผา อดีต ส.ส.ลพบุรีพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงข้อเสนอของนายสมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำกลุ่มมัชฌิมา ที่ให้ ส.ส.ไม่ต้องสังกัดพรรคว่า เห็นด้วยกับแนวคิดที่ให้ ส.ส.ไม่ต้องสังกัดพรรคเพื่อสร้างความปรองดองในช่วงเปลี่ยนผ่าน เพราะถ้า ส.ส.ยังสังกัดพรรคกันอยู่ ก็ยังมีหมวกของฝ่ายต่างๆ สีเสื้อจะยังไม่จางไป จะทำอะไรก็ต้องนึกถึงพวกพ้อง ถ้าปล่อยให้ส.ส.มีอิสระ ทุกคนจะนึกถึงแต่ผลประโยชน์ประเทศชาติเป็นแนวทางที่ดี หากสังคมเห็นด้วยกับตรงนี้ ตนก็ขอเสนอเพิ่มเติมให้ผู้ลงสมัคร ส.ส.ครั้งต่อไป ต้องเป็นคนหน้าใหม่ คนที่เคยเป็นนักการเมือง เคยมีตำแหน่งแห่งหนช่วง 10 ที่ผ่านมาทั้งอดีตรัฐมนตรี อดีตนายกฯ อดีต ส.ส. ส.ว. และคนในแม่น้ำห้าสายทั้งหมด ต้องไม่มีสิทธิลงสมัคร ส.ส.และไม่มีสิทธิรับตำแหน่งทางการเมือง

“เพราะกลุ่มคนเหล่านี้เป็นสาเหตุที่ทำให้ประเทศมาถึงจุดนี้ แม้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ประกาศใช้แล้วก็ยังไม่เห็นวี่แววการเลือกตั้ง วันนี้ก็ต้องให้คนใหม่ๆ เข้ามาทำหน้าที่ขับเคลื่อนประเทศถึงจะเป็นการปฏิรูปที่แท้จริงประเทศจะได้เดินหน้าเสียที” นายอำนวยกล่าว

แต่นายสามารถ แก้วมีชัย อดีต ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย เห็นว่าการพูดของนายสมศักดิ์นี้ก็เหมือนเป็นความฝันที่ไม่เป็นความจริง เพราะรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ไปแล้ว และประเทศไทยก็ตกผลึกเรื่องการสังกัดพรรคของ ส.ส.มานานแล้ว ตั้งแต่รัฐธรรมนูญ 40 ที่ ส.ส.จะย้ายพรรคเป็นเรื่องยาก เพราะถ้า ส.ส.ไม่ต้องสังกัดพรรค จะมีปัญหาต่างๆ มากมายเหมือนในอดีต ที่วุ่นวายการตั้งแต่การจัดตั้งรัฐบาล ที่คนอยากเป็นนายกฯ ต้องวิ่งไปให้ ส.ส.ลงชื่อสนับสนุน พอได้เป็นนายกฯ ก็อยู่กันด้วยผลประโยชน์ วันไหนถ้าผลประโยชน์ขัดกัน เสถียรภาพของรัฐบาลก็สั่นคลอนและต้องล้มในที่สุด นักการเมืองก็จะถูกมองเป็นตัวปัญหาจนมีอำนาจอื่นเข้ามาอีก

“วันนี้การเมืองไทยเดินมาถึงจุดนี้แล้ว ยังอยากจะให้ ส.ส.กลับเป็นปลาในอ่างให้คนอยากเป็นนายกฯ มาตกอีกหรือ มันเป็นไปไม่ได้ ไม่ควรขายความคิดเช่นนี้แล้ว” นายสามารถกล่าว

นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ข้อเสนอทางการเมืองของนายสมศักดิ์ ที่มีข้อเสนอที่ไม่ให้ ส.ส.สังกัดพรรค ส่วนตัวเห็นว่าเป็นแนวคิดที่ย้อนยุค ก่อปัญหาต่อพัฒนาการทางการเมืองเป็นอย่างยิ่ง เพราะการที่ ส.ส.สังกัดพรรคการเมืองจะทำให้การดำเนินการของนักการเมืองเป็นไปอย่างถูกต้องเหมาะสม อีกทั้งเป็นเรื่องการส่งเสริมให้พรรคการเมืองซึ่งเป็นสถาบันทางการเมืองมีความเข้มแข็ง ต่างจากการให้ ส.ส.ไม่สังกัดพรรคที่ดำเนินงานจะเน้นไปที่ตัวบุคคลมากกว่า

ปูดแผนสืบทอดอำนาจ

นายองอาจกล่าวว่า ความขัดแย้งที่ผ่านมาไม่ได้เกิดจากเรื่องของพรรคการเมือง แต่เป็นเรื่องของผู้มีอำนาจ ใช้อำนาจเพื่อหาผลประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้อง ดำเนินการลุแก่อำนาจ เมื่อเป็นเช่นนั้น จึงมีการแสดงความไม่เห็นด้วยในรูปแบบต่างๆ ดังนั้นสมมติฐานที่ระบุว่าความขัดแย้งมาจากพรรค แล้วให้ไปใช้ ส.ส.อิสระทั้งหมดก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ ที่ผ่านมาการเลือกตั้งแต่ละครั้ง นักการเมืองทุกคนต่างก็ยอมรับผลการเลือกตั้ง ไม่ได้เกิดความขัดแย้งในเรื่องนี้ด้วย ส่วนข้อกังวลในเรื่องนักการเมืองที่ถูกควบคุมโดยนายทุนพรรคนั้น ประชาชนก็ไม่ต้องสนับสนุน ควรหาพรรคที่ให้อิสระกับนักการเมือง ไม่ถูกนายทุนครอบงำ และทำเพื่อส่วนรวมมากกว่า

ผู้สื่อข่าวถามว่า การจะให้เลือกตั้ง ส.ส. 400 คนไม่สังกัดพรรคจะต้องทำอย่างไร นายองอาจกล่าวว่า ต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญกันอีกรอบหรือไม่ อย่างไร อาจจะก่อโรคแทรกซ้อนต่างๆ ได้ เพราะต้องผ่านขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็น การทำประชามติด้วย เพราะรัฐธรรมนูญฉบับ 60 มีการผ่านประชามติจากประชาชนแล้ว ซึ่งจะใช้เวลานาน จะยิ่งทำให้การเลือกตั้งเลื่อนออกไปอีกอย่างไม่มีกำหนด ทำให้ไม่ได้รัฐบาลที่มาจากเสียงของประชาชนเข้ามาแก้ไขปัญหา แม้ว่าข้อเสนอดังกล่าวจะมาจากความปรารถนาดี ตนเห็นว่าทุกฝ่ายไม่ควรที่จะทำตามข้อเสนอนี้

นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า บรรดาลูกหาบทหารเริ่มออกโรงตีปี๊บสร้างกระแสเพื่อนำไปสู่การสืบทอดอำนาจของ คสช. โดยให้เครือข่ายออกมาเรียกร้องเพื่อนำไปสู่การรีเซตสมาชิกพรรคการเมืองให้มีค่าเท่ากับศูนย์ เพื่อเปิดโอกาสให้อดีต ส.ส.แต่ละพรรคมีข้ออ้างในการย้ายเข้าพรรคทหารได้ง่าย เบื้องต้นทราบมาว่ามีการจัดวางตัวนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ หรือเสี่ยกวง รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ เป็นหัวหน้าพรรค ส่วนเลขาธิการพรรค มีการเสนอชื่อนายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ อดีตปลัดกระทรวงการคลัง ทั้งหมดเพื่อตั้งเป้าสนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป

“ก่อนหน้านี้ผู้ที่อยู่เบื้องหลังมีการติดต่อทาบทาม พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ให้เป็นเลขาธิการพรรคการเมืองใหม่ โดยผู้ติดต่อบอกว่าเงินไม่ต้องออกสักบาทเดียว แต่ พล.ต.อ. อัศวินปฏิเสธไม่รับตำแหน่ง หากนายสมคิดจะรับตำแหน่งเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองของทหารในอนาคตจริง นายสมคิดควรลาออกจากตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ไม่ควรใช้สถานะในการเป็นรัฐบาลเอาเปรียบพรรคการเมืองอื่นอย่างที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้ คนที่รับงานจากทหารมีการทำเป็นกระบวนการ สมคบคิดกันทำลายพรรคการเมืองอื่น ลบล้างสิทธิในการเป็นสมาชิกพรรคการเมืองของประชาชนนับล้านๆ คน เพื่อสนองตัณหาทางการเมืองของคนเพียงคนเดียว แล้วมาอ้างเรื่องการปฏิรูปประเทศ ไม่อายนิสิตนักศึกษารัฐศาสตร์บ้างหรือ”นายวัชระกล่าว

แนะ”บิ๊กตู่”รับฟังทุกฝ่าย

นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา ให้สัมภาษณ์ถึงข้อเสนอให้มีแก้ไขรัฐธรรมนูญ และแก้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองว่า เป็นการชักใบให้เรือเสีย เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องคน 2 คน แทนที่จะให้ทุกฝ่ายช่วยกันสนับสนุนรัฐบาล และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้เดินหน้าไปไปตามโรดแมปที่ให้สัญญากับประชาคมโลก และประชาชนชาวไทยไว้ วันนี้พรรคการเมืองที่มีอยู่พยายามสนับสนุนการทำงานของรัฐบาลให้เป็นไปตามโรดแมปที่ตั้งเอาไว้ จะเห็นว่าไม่ว่ารัฐธรรมนูญ หรือ พ.ร.ป.พรรคการเมือง พรรคการเมืองล้วนเห็นว่ามีปัญหา เนื่องจากเป็นสิ่งที่ทำยาก แต่ทุกพรรคไม่เคยเสนอให้แก้ไข หรือตั้งเงื่อนไข เพราะว่าอยากให้ประเทศชาติเดินไปข้างหน้า ดังนั้นพรรคการเมืองต้องรับสภาพกฎหมายที่ออกมา แม้ว่าจะไม่ถูกใจนักการเมืองก็ตาม

นายสมศักดิ์กล่าวว่า ส่วนที่นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่าการเสนอแก้ไขกฎหมายเป็นการสมคบคิด ไม่น่าจะใช่ แต่เป็นเรื่องของกระบวนการ ตนอยากให้ตั้งสติให้ดีว่า เราต้องสนับสนุนรัฐบาลเพื่อให้ประเทศชาติเดินไปข้างหน้า หรือว่าจะเหนี่ยวรั้งเพื่อให้ประเทศถูกคนในสังคมไทยและสังคมโลกดูถูกดูแคลนนายกรัฐมนตรีว่าไม่รักษาคำพูด นั้นคือการทำลายเกียรติยศของท่านไปด้วย

“อย่างไรก็ตาม นายกฯ ก็ต้องรับฟังสิ่งที่ใครก็ตามเสนอมา การที่จะทำให้หรือไม่นั้น นายกฯ ก็ต้องมองว่าสังคมต้องการอะไร ผมคิดว่าระยะเวลาผ่านมา 4 ปีแล้ว ผลจากการที่ไม่มีการเลือกตั้ง หลายคนก็รู้ว่าบ้านเมืองอยู่ในสภาวะอย่างไร การที่นายกฯ ประกาศว่ามีโรดแมปการเลือกตั้ง ก็เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการสนับสนุน แต่ทำไมกระบวนการนี้มันทำให้เรื่องเสีย” นายสมศักดิ์ กล่าว

วันเดียวกัน นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีข้อสังเกตการคัดเลือกคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) 2 คนของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาว่า การคัดเลือก กกต.ใหม่ 2 คนของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ขณะนี้เรื่องไปถึงขั้นตอนการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ไม่ควรปล่อยให้ประเด็นปัญหาค้างคาโดยไม่มีการตรวจสอบให้ยุติเสียก่อน เพื่อไม่ให้เป็นปัญหาในภายหลัง และเมื่อพิจารณาข้อกฎหมาย ยังพบประเด็นผู้ลงคะแนนคัดเลือกของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต. มาตรา 12 วรรคห้า ที่บัญญัติว่า

“ผู้ซึ่งจะได้รับการคัดเลือกจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ต้องได้รับคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของผู้พิพากษาในศาลฎีกา” กรณีจึงมีปัญหาตามมาว่า ผู้พิพากษาในศาลฎีกาทั้งหมดได้มาใช้สิทธิลงคะแนนหรือไม่ หรือจำกัดเพียงผู้ที่เข้าประชุมใหญ่เท่านั้น จึงต้องรีบยื่นเรื่องให้ประธาน กกต. ในฐานะผู้รักษาการอยู่ตามกฎหมายทำการตรวจสอบว่า การประชุมใหญ่ศาลฎีกาดังกล่าวเป็นการประชุมโดยเปิดเผยหรือไม่ มีผู้พิพากษาในศาลฎีกามาใช้สิทธิ์ลงคะแนนครบถ้วนหรือไม่ โดยจะไปยื่นเรื่องด้วยตนเองที่สำนักงาน กกต. วันที่ 18 ธ.ค. เวลา 10.00 น.

ที่มาของเนื้อหา : www.thaipost.net